น.ส.ศยาภรณ์ แก้วสมบูรณ์ 5131006106
น.ส.ศศิชา หทัยทัศน์ 5131006109
น.ส.ชมพูนุช เรืองไรลักษมี 5131006015
น.ส.ทิพาพร เชื้อเมืองพาน 5131006173
นาย รัตนชาติ วิริยะผลิน 5131006216
นาย กานตรัตน์ เสรีพงศ์ 5131006009
นาย พชร วงศ์นู 5131006059
นาย ไกรวิชญ์ ชินายศ 5131006010
นาย ภวินทร์ แสงหิรัญ 5131006079
นาย ภูวดล ศรีมาลี 5131006082
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
Water Pollution

การทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง การปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมีปนเปื้อนโดยมิได้บำบัด จนทำให้เกิดน้ำเน่าเสียนั้นกลายเป็นเรื่องที่เราต่างรับรู้และช่วยกันแก้ปัญหากันมาเป็นเวลานาน หากแต่วันนี้ปัญหามันได้ลุกลามใหญ่โตไปไกลกว่านั้นแล้ว อันเนื่องมาจากเรามีเหตุและปัจจัยอื่นๆ มาเร่งให้เราต้องสูญเสียแหล่งน้ำบริสุทธ์ไปเร็วขึ้น นั้นคือ ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมอย่างหนัก ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำมากขึ้นอย่างรวดเร็วจากทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือน อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น รวมถึงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่มากขึ้น ส่งผลให้การไหลเวียนของกระแสน้ำตามธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำแล้วยังเป็นการทำลายการขยายพันธุ์ของปลานานาชนิดด้วย สิ่งที่น่าห่วงมากก็คือ ประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 6,000 ล้านคนในปัจจุบันอาจเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคนในอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า หากเรายังใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยและสร้างมลพิษทางน้ำต่อไป ถึงวันที่ไม่เหลือน้ำให้ใช้ก็คงโทษใครไม่ได้
จากรายงาน World’ s Top River at Risk ในวันน้ำโลกหรือ World Water Day (วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปี) ได้ประกาศรายชื่อแม่น้ำสายหลักที่กำลังเหือดแห้งดังนี้ 5 สายแรกอยู่ในทวีปเอเชีย คือ แม่น้ำแยงซี แม่น้ำแม่โขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำคงคา และแม่น้ำอินดู ส่วนอีก 5 สาย อยู่ในทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลีย ตามลำดับ คือ แม่น้ำดานูบ แม่น้ำลาพลาต้า แม่น้ำริโอแกรนด์/ริโอ บราโว แม่น้ำไนล์ เลค วิคตอเรีย และเมอร์รี่ ดาร์ลิ่ง 5 WWF ได้ทำการสำรวจและบันทึกสถิติการถูกทำลายของแม่น้ำสายหลัก จำนวน 164 สายทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 จนถึงปัจจุบันพบว่า แม่น้ำ 20% เริ่มถูกทำลายตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 และมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเหลือแม่น้ำที่เป็นแหล่งน้ำในโลก เพียง 68 สายในปี ค.ศ.1990 และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2020 แม่น้ำจะถูกทำลายลงไปอีกไม่ต่ำกว่า 15 สาย เรากำลังนับถอยหลังสู่ยุคของการ
ขาดแคลนน้ำอย่างแท้จริง แค่คิดก็คอแห้งผากแล้ว
ที่มา : นิตยสาร OOM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550 http://www.thaienergynews.com/ArticleShowDetail.asp?ObjectID=1
วันที่ : 28/5/2550
ฝนกรด
ฝนกรด(Acid rain)
การเกิดฝนกรด*
กระบวนการที่ก่อให้เกิดฝนกรดนั้น เริ่มต้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ การเผาไหม้คือปฏิกิริยาเคมีที่ออกซิเจน ในอากาศรวมตัวกับคาร์บอน ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ และสารอื่น ๆ ที่ประกอบอยู่ในสารที่เกิดการเผาไหม้ โดยผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเป็นก๊าซนั้นเราเรียกว่าก๊าซออกไซด์ โดยเมื่อใดก็ตามสิ่งที่ถูกเผาไหม้นั้น มีไนโตรเจนหรือซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบด้วยแล้ว ก็จะเป็นผลทำให้สารออกไซด์เหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นมาได้ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศแล้ว จะทำปฏิกิริยากับไอน้ำและสารเคมีอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อให้เกิดกรดซัลฟิวริก กรดไนตริกและสารผลพิษอื่น ๆ ประเภทไนเตรดและซัลเฟต โดยสารเหล่านี้อาจละลายตัวลงไปในฝน แล้วตกลงมาพร้อมกัน ซึ่งฝนกรดนั้นมีค่า pHต่ำกว่า 5.6
กระบวนการที่ก่อให้เกิดฝนกรดนั้น เริ่มต้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ การเผาไหม้คือปฏิกิริยาเคมีที่ออกซิเจน ในอากาศรวมตัวกับคาร์บอน ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ และสารอื่น ๆ ที่ประกอบอยู่ในสารที่เกิดการเผาไหม้ โดยผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเป็นก๊าซนั้นเราเรียกว่าก๊าซออกไซด์ โดยเมื่อใดก็ตามสิ่งที่ถูกเผาไหม้นั้น มีไนโตรเจนหรือซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบด้วยแล้ว ก็จะเป็นผลทำให้สารออกไซด์เหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นมาได้ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศแล้ว จะทำปฏิกิริยากับไอน้ำและสารเคมีอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อให้เกิดกรดซัลฟิวริก กรดไนตริกและสารผลพิษอื่น ๆ ประเภทไนเตรดและซัลเฟต โดยสารเหล่านี้อาจละลายตัวลงไปในฝน แล้วตกลงมาพร้อมกัน ซึ่งฝนกรดนั้นมีค่า pHต่ำกว่า 5.6
ผลกระทบจากฝนกรด*
ผลกระทบที่มีต่อดิน
ฝนกรดจะทำการละลายและพัดพาปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นไม้ไป นอกจากนี้แล้วอาจจะยังละลายสารพิษอื่นๆที่มีอยู่ในดินลงไปในแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศน์ในน้ำต่อไป
ผลกระทบที่มีต่อต้นไม้และการเกษตร
สารอาหารในดินถูกชะล้างไป ฝนกรดจะกัดกร่อนใบ ทำให้พืชขาดความสามารถในการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้แล้วเชื้อโรคต่าง ๆ อาจทำอันตรายกับพืชได้โดยเข้าผ่านทางแผลที่ใบ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอต่อสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย ดินเป็นกรด การเจริญเติบโตของพืชจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติจะมีการขยายพันธ์ที่รวดเร็วเกินไปเป็นจำนวนมาก
ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ
ทำให้ค่า pH ในแหล่งน้ำลดลงต่ำกว่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำที่ลดน้อยลง แหล่งน้ำนั้นจะไม่สามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้อีก
ผลกระทบที่มีต่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์
ผลกระทบที่มีต่อดิน
ฝนกรดจะทำการละลายและพัดพาปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นไม้ไป นอกจากนี้แล้วอาจจะยังละลายสารพิษอื่นๆที่มีอยู่ในดินลงไปในแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศน์ในน้ำต่อไป
ผลกระทบที่มีต่อต้นไม้และการเกษตร
สารอาหารในดินถูกชะล้างไป ฝนกรดจะกัดกร่อนใบ ทำให้พืชขาดความสามารถในการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้แล้วเชื้อโรคต่าง ๆ อาจทำอันตรายกับพืชได้โดยเข้าผ่านทางแผลที่ใบ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอต่อสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย ดินเป็นกรด การเจริญเติบโตของพืชจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติจะมีการขยายพันธ์ที่รวดเร็วเกินไปเป็นจำนวนมาก
ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ
ทำให้ค่า pH ในแหล่งน้ำลดลงต่ำกว่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำที่ลดน้อยลง แหล่งน้ำนั้นจะไม่สามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้อีก
ผลกระทบที่มีต่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์
ฝนกรดอาจทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปูนที่ถูกฝนกรดละลายออกมา ทำให้เกิดความเสียหายที่ยากจะซ่อมแซมได้ในบางกรณี
Global Warming
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)
ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ
แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี
ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
เราจะสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไรนั้น หากผู้ใดมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการช่วยลดภาวะโลกร้อนสามารถแสดงความคิดเห็นในบล็อกของเราได้นะค่ะ ขอบคุณค่ะ
วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551
เจริญขึ้น หรือ เจริญลง

จริงหรือ ที่ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ จะเดินทางร่วมกับ ความเจริญรุ่งเรืองของสังคงเมือง ?
ท่ามกลางความเจริญของเมืองใหญ่ ที่ผู้คนให้ความสนใจและได้รับความสะดวกสะบายจนเคยตัว ไม่ว่าคุณจะทำสิ่งใด ก็พึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งนั้น จนไม่คำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ก่อนเก่าว่ากำลังจะสูญเสียไปเท่าไหร่
พื้นที่ป่าไม่ธรรมชาติถูกทำลายไม่รู้ต่อกี่ไร่ ใน 1 ปี นั่นทำให้ระบบนิเวศน์เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อเราในหลายๆ ด้าน สัตว์ป่าที่ล้มตาย อากาศที่ร้อนขึ้น น้ำที่มีสิ่งเจือปน อากาศมีเต็มไปด้วยมลพิษ ที่กล่าวมาล้วนเป็นผลเสียต่อเราทั้งนั้น แล้วทำไมเราจึงไม่รักษามันเอาไว้
จะเลือกอะไร ระหว่างความสะบาย กับ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ?
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
